วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ปริศนาของหัวรถจักรใต้น้ำ..ที่รอการพิสูจน์

ตอนนี้ หลายคนที่กำลังติดตามข่าวเรื่องการกู้ระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และการกู้หัวรถจักรที่จมอยู่ใต้น้ำในบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์อยู่นั้น  อาจอยากจะทราบเรื่องราวในรายละเอียดเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยเฉพาะปริศนาของหัวรถจักรไอน้ำที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้พื้นแม่กลองมา 73 ปี วันนี้ ผมจึงขอนำความรู้มาแบ่งปันเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการเก็บกู้และการสร้างเรื่องราวต่อไปในอนาคตได้ 


จมได้ยังไง
ผมพยายามสืบค้นเรื่องราวของการจมของหัวรถจักรฯ มาโดยตลอด จากคำบอกเล่าของคนในสมัยนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง จากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ยังพอมี  แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก จนกระทั่งผมได้พบกับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งของนายสละ จันทรวงศ์ (ท่านเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2541) ซึ่งเป็นพ่อผมเอง จึงพอสรุปเรื่องราวการจมของหัวรถจักรฯ ได้ ดังนี้ 

ภาพวาดเมื่อปี 2488 
สะพานจุฬาลงกรณ์หักช่วงแรกทางฝั่งตลาด
โดย นายสละ จันทรวงศ์ 
  • 11 ก.พ.2488 เวลา 24:00 น. ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อต้องการทำลายสะพาน 
  • 12 ก.พ.2488 ลูกระเบิดหน่วงเวลาที่ทิ้งเมื่อคืน 11 ก.พ.2488 ซึ่งตกอยู่บนสะพานช่วงแรกทางฝั่งเมืองราชบุรี เกิดระเบิดขึ้นในเวลา 06:30 น. ส่งผลให้สะพานจุฬาลงกรณ์ช่วงแรกหักกลางลง ฝ่ายญี่ปุ่นไม่สามารถซ่อมแซมกลับคืนสภาพได้
  • 3 เมษายน-1 พฤษภาคม 2488 ทหารญี่ปุ่นระดมแรงงานจากคนราชบุรี จีน และแขก จำนวน 500 คน ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อสร้างสะพานรถไฟด้วยไม้ทดแทนสะพานจุฬาลงกรณ์เดิม ห่างจากแนวสะพานฯ ประมาณ 5 เมตร
  • 2 พ.ค.2488 เปิดใช้งานสะพานรถไฟใหม่ที่สร้างด้วยไม้ 
  • 20 พ.ค.2488 เวลาบ่าย ขณะหัวรถจักรวิ่งผ่านตามปกติ สะพานไม้ที่ผ่านการใช้งานอย่างหนัก  ประกอบเป็นฤดูน้ำมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตัวสะพานโอนเอนไปมา เกิดรับน้ำหนักไม่ไหว จึงหักลงบริเวณกลางสะพาน ส่งผลให้หัวรถจักรที่วิ่งข้ามอยู่นั้น พุ่งดิ่งจมลงสู่ใต้น้ำตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา        
ภาพวาดเมื่อปี พ.ศ.2488 
กองทัพญี่ปุ่นการสร้างสะพานรถไฟใหม่ด้วยไม้
แทนสะพานรถไฟเดิม  โดย นายสละ จันทรวงศ์
ลักษณะการจม
จากบันทึกดังกล่าวผมจึงอนุมานภาพการจมได้ ดังแสดงไว้ตามภาพด้านล่าง ในเวลานั้นยังไม่มีสะพานธนะรัชต์ที่ให้รถยนต์ข้าม (แนวสะพานธนะรัชต์ ปัจจุบันคือแนวสะพานรถไฟไม้ในสมัยนั้นเอง) ดังนั้น ตำแหน่งหัวรถจักรที่จมอยู่ในปัจจุบัน จึงอยู่ระหว่างตะม่อใต้สะพานรถยนต์

ภาพจำลองแนวสะพานเบี่ยงที่ทำด้วยไม้ของกองทัพญี่ปุ่น
และการจมของหัวรถจักร

ภาพแสดงแนวสะพานเบี่ยงทำด้วยไม้
จากแผนที่แสดงที่ตั้งจุดยุทธศาสตร์และการโจมตีจุดสำคัญฯ 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
 เมื่อ พ.ศ.2485 ของนายสละ จันทรวงศ์

ภาพจำลอง ลักษณะการจมของหัวรถจักร
จากการสำรวจของนักดำน้ำของกรมการทหารช่าง เมื่อปี พ.ศ.2548
  
ปริศนาที่รอการพิสูจน์
หัวรถจักรไอน้ำที่จมอยู่นี้ ยังไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ ยืนยันชัดเจนว่าเป็นหัวรถจักรไอน้ำรุ่นใด  ได้แต่สมมติฐานไว้  2 รุ่น ซึ่งใช้งานอยู่ในสมัยนั้น คือ 
  1. รถจักรไอน้ำโมกุล รุ่น C-56 ของประเทศญี่ปุ่น  หรือ 
  2. รถจักรไอน้ำ รุ่น P-CLASS  ของประเทศอังกฤษ 


การพิสูจน์ให้ได้ว่าหัวรถจักรไอน้ำที่จมอยู่นี้เป็นรุ่นใด เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะมีความเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเก็บกู้ขึ้นจากใต้น้ำ เพราะแต่ละรุ่นจะมีน้ำหนัก และโครงสร้างที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งอีกไม่นานนัก พวกเราคงจะได้รู้กันเสียทีว่า หน้าตาของหัวรถจักรไอน้ำที่จมมานานถึง  73 ปี จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

*******************
จุฑาคเชน : 4 ก.ย.2561

อ่านเพิ่มเติม 

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

การกู้ระเบิดบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์ จ.ราชบุรี จะทำกันอย่างไร?

นับเป็นข่าวสำคัญเรื่องการพบลูกระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่ระเบิด  (Unexploded ordnance : UXO) บริเวณด้านท้ายน้ำของสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์ เขตเมืองราชบุรี จำนวน 4-6 ลูก จนความทราบถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ท่านจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ลูกระเบิดนั้นเสีย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและไม่กีดขวางต่อการสร้างทางรถไฟรางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหินที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ 



อย่ามองว่าเป็นแค่เรื่อง EOD ควรปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ทุกคนอาจมองว่า ลูกระเบิดที่พบเป็นแค่เรื่องการเก็บกู้และทำลายลูกระเบิด  (Explosive ordnance disposal : EOD) แต่ข้อเท็จจริงตามมาตรฐานการปฏิบัติงานทุ่นระเบิดสากล (International Mine Action Standard : IMAS) ซึ่งประเทศทั่วโลกที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) มีวิธีการที่ยึดถือและใช้ปฏิบัติกัน วิธีการนี้มีชื่อเรียกกว่า  "การปรับลดพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดด้วยวิธีการ Land Release" ซึ่งหากที่ราชบุรี ทำด้วยวิธีการนี้แล้ว จะถือว่าเป็นวิธีการที่มาตรฐานและยอมรับเป็นสากล และจะเป็นแบบอย่างครั้งสำคัญของประเทศไทยในโอกาสต่อๆ ไป   

เนื่องด้วยผมเคยปฏิบัติงานด้านทุนระบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย มาเกือบ 5 ปี วิธีการนี้มีขั้นตอนที่ค่อนข้างอธิบายยาก แต่ผมจะพยายามอธิบายให้สั้นๆ และเข้าใจง่ายๆ เผื่อว่า คณะทำงานฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะได้นำไปใช้ ดังนี้  


แผนผังสังเขปการพบลูกระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ด้านท้ายน้ำ สะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์
ขั้นที่ 1 การจัดทำขอบเขตพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด (Suspect Hazardous Area : SHA) บริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์ และติดป้ายแจ้งเตือนอันตรายจากทุ่นระเบิด เพื่อห้ามคนไม่ให้เข้าไปใช้พื้นที่ดังกล่าว (ดังภาพด้านล่าง) 



ตามภาพได้กำหนดพื้นที่ทางด้านเหนือน้ำยาวประมาณ 100 ม.และด้านท้ายน้ำประมาณ 100 ม. ทางกว้างจากตลิ่งถึงตลิ่ง รวมพื้นที่ SHA บริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์นี้จะมีขนาดประมาณ 24,000 ตร.ม. 

การกำหนดขอบเขตพื้นที่ SHA นี้ จะนำมาจากข้อมูลข่าวสารเบื้องต้นที่มีอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น  คำบอกเล่าของนักดำน้ำงมของเก่า รูปแบบการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยนั้น จากบันทึกเหตุการณ์ที่มีผู้บันทึกไว้ เป็นต้น สรุปขั้นนี้ ก็คือ การตีกรอบพื้นที่ที่สงสัยว่ามันยังมีทุ่นระเบิดอยู่ ด้วยข้อมูลข่าวสาร 

ขั้นที่ 2 การยกเลิกพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด (SHA) ด้วยวิธีการสำรวจตามหลักฐาน (Evidence-Based Survey : EBS) ในขั้นนี้ จะต้องมีการดำเนินกิจกรรมอย่างน้อย 4 กิจกรรมได้แก่ 1)การรวบรวมข่าวสารเดิม 2)การรวบรวมข่าวสารใหม่  3)การวิเคราะห์/สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมด หลังจากนั้นจะเป็น 4)การสำรวจพื้นที่ทางกายภาพเพื่อการยืนยัน  นั้นก็คือ การใช้นักดำน้ำลงไปพิสูจน์ทราบว่ามีลูกระเบิดอยู่ตรงไหนบ้าง? โดยใช้วิชาการแกะรอยทุ่นระเบิด (MIne Tracker) อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้สังเคราะห์แล้ว ขั้นตอนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหา พื้นที่อันตรายที่ได้รับการยืนยันว่ามีทุ่นระเบิดอยู่จริง (Confirmed Hazardous Area: CHA) ตามภาพที่แสดงด้านล่าง ซึ่งอาจพบลูกระเบิดมากกว่า 6 ลูกก็ได้



ขั้นที่ 3 การทำให้พื้นที่ทั้งหมดปลอดภัย  ซึ่งสามารถแยกการดำเนินการได้ดังนี้
  • พื้นที่ที่เป็น CHA จะต้องดำเนินการกวาดล้าง (Clearance) และเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่ให้หมด   ก็คือ การพิสูจน์ทราบว่าเป็นลูกระเบิดชนิดใด ทำการปลดชนวน ทำให้เป็นกลาง กู้ขึ้นมาจากใต้น้ำ และนำไปไว้ในที่ปลอดภัย  ขั้นนี่แหละครับจึงเป็นหน้าที่ของ EOD ซึ่งเจ้าหน้าที่ EOD ครั้งนี้ควรมีความสามารถในการดำน้ำด้วย สำหรับการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ จะอยู่ในช่วงที่กู้ขึ้นมาจากใต้น้ำ (เผื่อเกิดความผิดพลาดขณะกู้)
  • พื้นที่ SHA  ส่วนที่เหลือ (หมายถึง  พื้นที่ที่เหลือหลังจากหักพื้นที่ที่เป็น CHA ไปแล้ว) จะต้องดำเนินการปลดปล่อยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ด้วยวิธีการสำรวจทางเทคนิค (Technical survey : TS) ในกรณีนี้ เป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้แม่น้ำ การสำรวจทางเทคนิคก็คือ การดำน้ำสแกนพื้นใต้น้ำว่าปลอดภัยไม่มีลูกระเบิดหลงเหลือแล้ว ไม่จำเป็นต้องสแกนพื้นที่ทั้ง 100% แต่ต้องสุ่มตัวอย่างให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  เช่น 30% หรือ 40% ของพื้นที่ตามข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ตอนต้น  


การปฏิบัติตามวิธีการนี้จึงจะถือว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์นี้ มีความปลอดภัยจริงๆ อย่ามุ่งเน้นเฉพาะการเก็บกู้ลูกระเบิดที่พบเท่านั้น ต้องเน้นความปลอดภัยของทั้งพื้นที่ 

หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่อง "การปรับลดพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดด้วยวิธีการ Land Release" นี้ คือ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Center : TMAC)  ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หน่วยงานนี้ มีหน้าที่ค้นหา เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิด ที่ตกค้างจากสงครามในวาระต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมันยังคงฝังอยู่ใต้ดิน ใต้แม่น้ำลำคลอง ตามแนวชายแดนของประเทศไทย  หากคณะทำงานฯ  ท่านใดต้องการข้อแนะนำโดยละเอียดแล้ว ลองติดต่อดูได้ครับ 


***********************
จุฑาคเชน 3 ก.ย.2561

บทความที่ได้รับความนิยม