แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ผลการสำรวจ : พ่อแม่ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะเปิดโรงเรียนตามปกติ (แบบ On-site)

พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ใน จ.ราชบุรี ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะเปิดโรงเรียนตามปกติ (แบบ On-site) ในช่วงเวลานี้ เพราะเห็นว่ายังมีระดับความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดอยู่มาก และยังไม่มีความมั่นใจต่อมาตรการป้องกันโควิด-19 ของโรงเรียน ส่วนด้านนักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่อยากมาโรงเรียน และครูอาจารย์มีความพร้อมสอนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด


ราชบุรีโพล โดย สถาบันราชบุรีศึกษา ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ  "การเปิดโรงเรียนและสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี ตามปกติ ( On-site) ในช่วงเวลานี้" ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่ง จ.ราชบุรี ยังคงเป็นพื้นที่ควบคุมสุงสุด (สีแดง) โดยโรงเรียนและสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี หลายแห่ง จะเริ่มทยอยเปิดการเรียนการสอนตามปกติ (On-site) ในวันที่ 15 พ.ย.2564 เป็นต้นไป

โดยทำการสำรวจแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 3-10 พ.ย.2564 สรุปผลการสำรวจมีระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน + 3% (ตารางสำเร็จรูปของ ทาโร ยามาเน่ (Yamane)) แยกรายละเอียด ดังนี้

ผู้ตอบแบบสำรวจฯ จำนวน 1,429 คน 
จากประชากร จ.ราชบุรี 918,674 คน แยกสถานะเป็น
  • พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง จำนวน 557 คน คิดเป็นร้อย 39
  • ครู/อาจารย์/ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 105 คน คิดเป็นร้อยละ 7.3
  • นักเรียน นักศึกษา จำนวน 620  คน คิดเป็นร้อยละ 43.4 
  • ประชาชนทั่วไป จำนวน 147 คน คิดเป็นร้อยละ 10.3 
ความคิดเห็นของพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง
(จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 557 คน)
  • ไม่เห็นด้วยที่จะเปิดโรงเรียนและสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี ตามปกติ ( On-site) ในช่วงเวลานี้ จำนวน 386 คน คิดเป็นร้อยละ 69.3
  • ในด้านความมั่นใจ ของพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง ที่มีต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่บุตรหลานจะไปเรียน 
    • มั่นใจมากที่สุด ร้อยละ 22.6
    • มั่นใจมาก ร้อยละ 9.7
    • มั่นใจปานกลาง ร้อยละ 30.5
    • มั่นใจน้อย ร้อยละ 22.6
    • ไม่มั่นใจเลย ร้อยละ 32.1
  • ความคิดเห็นด้านการเรียนแบบออนไลน์ที่ผ่านมา ได้ผลดีมากน้อยแค่ไหนต่อบุตรหลานของท่าน
    • ได้ผลดีมาก คิดเป็นร้อยละ 2.9
    • ได้ผลดี คิดเป็นร้อยละ 15.8
    • ได้ผลปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 46.1
    • ได้ผลน้อย คิดเป็นร้อยละ 27.3
    • ไม่ได้ผลเลย คิดเป็นร้อยละ 7.9
ความคิดเห็นของ ครู/อาจารย์/ผู้บริหารสถานศึกษา
(จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 105 คน)
  • ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาของท่าน ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง มีสถานะการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มตามเกณฑ์ ในข้อใด
    • ฉีดครบ 2 เข็มทุกคนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 21.0
    • ฉีดครบ 2 เข็ม มากกว่าร้อยละ 85 คิดเป็นร้อยละ 63.8
    • ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว ต่ำกว่าร้อยละ 85 คิดเป็นร้อยละ 15.2
  • ท่านมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาของท่าน มากน้อยแค่ไหน
    • มั่นใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.6
    • มั่นใจมาก คิดเป็นร้อยละ 21.9
    • มั่นใจปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 44.8
    • มั่นใจน้อย คิดเป็นร้อยละ 13.3
    • ไม่มั่นใจเลย คิดเป็นร้อยละ 11.4
  • ตัวท่านมีความพร้อมหรือไม่ ที่จะเปิดการเรียนการสอนตามปกติ (On-site) ในช่วงเวลานี้
    • พร้อมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.6
    • พร้อมมาก คิดเป็นร้อยละ 19
    • พร้อม คิดเป็นร้อยละ 39.0
    • ไม่ค่อยพร้อม คิดเป็นร้อยละ 26.7
    • ไมพร้อมเลย คิดเป็นร้อยละ 6.7
ความคิดเห็นของนักเรียน  นักศึกษา
(จำนวนผู้ตอบแแบสำรวจ 620 คน)
  • สถานะการฉีควัคซีนของตัวนักเรียน นักศึกษา
    • ยังไม่ได้ฉีด  คิดเป็นร้อยละ 8.2
    • ฉีดเข็มที่ 1 แล้ว คิดเป็นร้อยละ 49.5
    • ฉีดเข็มที่ 2 ครบตามเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 42.1
    • ฉีดเข็มที่ 3 ไม่มี
  • นักเรียน นักศึกษา คิดว่าการเรียนแบบ Online, On Air, On Demand, On hand ที่ผ่านมา มีผลดีต่อการเรียนของตัวท่านเอง มากน้อยแค่ไหน
    • ได้ผลดีมาก คิดเป็นร้อยละ 4.8
    • ได้ผลดี คิดเป็นร้อยละ 15.6
    • ได้ผลปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 43.4
    • ได้ผลน้อย คิดเป็นร้อยละ 28.1
    • ไม่ได้ผลเลย คิดเป็นร้อยละ 8.1
  • นักเรียน นักศึกษา อยากให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาของท่าน เปิดการเรียนการสอนตามปกติ (On- site) หรือไม่
    • อยากมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 33.5
    • อยากมาก คิดเป็นร้อยละ 25.2
    • เฉยๆ คิดเป็นร้อยละ 22.4
    • ไม่อยาก อยากให้เรียนออนไลน์แบบเดิม คิดเป็นร้อยละ 17.3
  • นักเรียน นักศึกษา มีความมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของโรงเรียนหรือสถานศึกษาตัวเอง มากน้อยแค่ไหน
    • มั่นใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 14.7
    • มั่นใจมาก  คิดเป็นร้อยละ 27.4
    • มั่นใจปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 39.7
    • มั่นใจน้อย คิดเป็นร้อยละ 9.5
    • ไม่มั่นใจเลย คิดเป็นร้อยละ 8.7
  • ความเห็นอื่น ๆ
    • อยากให้โควิดหายแล้วค่อยเปิด
    • เปิดก็ดีครับ อยากเจอหน้าครู
    • อีกใจหนึ่งก็อยาก อีกใจหนึ่งก็กลัว
    • อยากมาก แต่ก็กลัวเพราะมันเสี่ยงเกินไป
    • ไม่อยากเปิด แต่เรียนออนไลน์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่
    • อยากให้เปิด แต่ก็กลัวเพราะต่างคนต่างมา จากพื้นที่ต่างกัน
    • นักเรียนมีภูมิป้องกันตัวเองได้ แต่อาจเป็นพาหะนำโรคไปยังผู้สูงอายุที่บ้านได้
    • อยากไปเรียน แต่จะไม่ยอมฉีดวัคซีน เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป
(จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 147 คน)
  • ไม่เห็นด้วยที่จะเปิดโรงเรียนและสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี ตามปกติ ( On-site) ในช่วงเวลานี้ จำนวน 123 คน คิดเป็นร้อยละ 83.7
  • ท่านมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่จะเปิดเรียนตามปกติ ในช่วงเวลานี้ มากน้อยแค่ไหน
    • มั่นใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 1.4
    • มั่นใจมาก คิดเป็นร้อยละ 3.4
    • มั่นใจปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 15.6
    • มั่นใจน้อย คิดเป็นร้อยละ 21.8
    • ไม่มั่นใจเลย คิดเป็นร้อยละ 57.8
  • ท่านคิดว่า หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี  จะเปิดการเรียนการสอนแบบปกติ (On-site) ในช่วงเวลานี้ จะมีระดับความเสี่ยงต่อการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งใหม่ มากน้อยแค่ไหน
    • มีความเสี่ยงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.1
    • มีความเสี่ยงมาก คิดเป็นร้อยละ 26.5
    • มีความเสี่ยงปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 12.9
    • มีความเสี่ยงน้อย คิดเป็นร้อยละ 4.8
    • ไม่มีความเสี่ยง คิดเป็นร้อยละ 0.7
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ 
  • ควรรอดูภาพรวมของสถานการณ์ไปก่อน ให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดน้อยลงจริง ๆ แล้วค่อยเปิด เพื่อลดความเสี่ยง ยังไม่มั่นใจในสถานะการณ์ของประเทศไทยในช่วงเปิดประเทศ กลัวเชื้อจะกลับมาแพร่ระบาดหนักอีกครั้ง จึงอยากให้สถานการณ์ดีกว่านี้แล้วค่อยเปิด (19)
  • สำหรับเด็กระดับมัธยมที่ฉีดวัคซีนแล้ว เห็นด้วยที่จะเปิดเรียนตามปกติ​ได้เพราะเขาสามารถดูแลตัวเองได้เป็นเบื้องต้น แต่ทางโรงเรียนก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดด้วย​ ส่วนเด็กเล็ก​ (ตั้งแต่ ปฐมวัย ถึง เด็ก ป.6) ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ยังไม่สมควรให้ไปเรียนตามปกติเพราะเขายังดูแลตัวเองไม่ได้ (7)
  • ควรเรียน On-site แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด (กาดไม่ตก) เข้มงวดให้มาก ๆ เช่น ครู เวลาพักเที่ยง ห้ามออกมาทานข้าวนอกโรงเรียน ให้นักเรียนนำอาหารมารับประทานทานกันเองเพื่อลดการแออัด เป็นต้น ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน การแพทย์ต้องพร้อม ผู้ปกครองต้องเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของตนเอง (6)
  • ควรเปิดสอน on-site แบบต่อเนื่องอย่างน้อย 3 วัน หยุด 2 วัน ใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างต่อเนื่อง มากกว่าเรียน 1 วัน หยุด 1 วัน หรือถ้าเปิดเรียน ควรสลับกันเรียนทีละครึ่งห้องหรือคนละสายชั้น หรือแบ่งออกเป็น Group A เเละ Group B (5)
  • อยากให้เรียนแบบออนไลน์กันไปก่อน เพราะถึงแม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วก็ยังติดเชื้อกันได้ ถ้าแนวโน้มจังหวัดราชบุรียังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ ก็น่าจะเรียนออนไลน์ต่อไปอีก โดยปรับปรุงระบบการเรียนออนไลน์ให้ดีขึ้น นำเทคนิคการสอนใหม่ ๆ ไม่ให้เบื่อสอดแทรกด้วยความรู้อาจเป็นการเล่นเกมเกี่ยวกับความรู้ในวิชานั้น ๆ (5)
  • เลื่อนการเปิดเทอม ไปเป็นปีการศึกษา 2565 (3)
  • หากจะเปิดให้เรียนตามปกติควรจัดการให้ครูและนักเรียนทุกคนได้รับวัคซีนครบ 100% รวมถึงผู้ปกครองที่มารับ-ส่งบุตรหลานด้วย  (3)
  • ให้ตรวจ ATK กับผู้ปกครองของเด็กที่จะเข้าโรงเรียน เพราะเด็กจะติดจากผู้ปกครองมากกว่าเพื่อนในโรงเรียน (2)
  • ถ้าโรงเรียนใดอยู่ในสถานที่เสี่ยง หรือ นักเรียนมาจากกลุ่มเสี่ยงก็ยังไม่สมควรเปิด (2)
  • จริงอยู่ว่า บุคคลากรในโรงเรียนฉีดยากันหมดแล้วแต่อย่าลืมว่าเด็กที่อายุยังไม่ถึง 12 ยังไม่ได้ฉีด เด็กโตก็ฉีดกันหมด แต่เด็กเล็ก ๆ ไม่ได้ฉีด เท่ากับว่าเอาเด็กเล็กไปเสี่ยงกับโรค 100% และการเรียนออนไลท์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมเป็นการพักภาระให้ผู้ปกครอง ไหนจะต้องทำงาน ไหนต้องรีบกับมาสอนหนังสือ ค่าเน็ตก็ต้องออก ค่าเทอมก็ต้องเสีย ทำไมโรงเรียนไม่ปิดเรียนไปเลยเพราะยังไงเด็กก็เรียนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว หยุดเรียนสัก 1 ปี (2)
  • ถ้ามองในส่วนของบุตรหลานที่อยู่ในช่วงรอยต่อของการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ควรได้เรียนแบบปกติที่โรงเรียน เพราะคิดว่าเด็กน่าจะได้ข่าวสารสาระ และประสบการณ์ช่วงมัธยมปลายมากกว่านี้ แต่ถ้าในเรื่องของความปลอดภัย ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานป้องกัน เพราะการที่จะแยกเด็ก และให้เด็กเว้นระยะห่างแล้ว น่าจะเป็นเรื่องยากพอสมควร
  • การให้เด็กไปเรียนช่วงนี้เป็นการเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะมีมาตรการป้องกันก็ตาม แต่มาตรการนั้นก็ไม่มีเครื่องยืนยันว่าปลอดภัยต่อการแพร่กระจายขอเชื้อได้ 100% เพราะขนาดโรคติดต่อทั่วไป เช่น ไข้หวัด โรคมือเท้าปาก ยังไม่สามารถควบคุมไม่ให้ระบาดในสถานศึกษาได้เลย
ผลการสำรวจ "การเปิดโรงเรียนและสถานศึกษาใน จ.ราชบุรี ตามปกติ ( On-site)" ฉบับนี้ ทางสถาบันราชบุรีศึกษา (สรศ.) จะได้รายงานต่อ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดราชบุรี,  คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี, คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนและสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดราชบุรี, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี, และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 และ 2 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาในการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-9) ในสถานศึกษาต่อไป

ทีมงานราชบุรีโพล และสถาบันราชบุรีศึกษา ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาช่วยตอบแบบสำรวจในครั้งนี้ จนเกิดผลสำเร็จด้วยดี
#เสียงของทุกท่านมีความหมายเสมอ 
#YourVoiceAlwaysUseful

***********************
สถาบันราชบุรีศึกษา : 11 พ.ย.2564

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564

หนังสือการต่อสู้ของกองทัพพระเจ้า

ชื่อหนังสือภาษาไทย : การต่อสู้ของกองทัพพระเจ้า
ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ : The fight of God's Army
หน้าปก



เนื้อหา
เป็นหนังสือที่เล่าความย้อนหลังถึงสาเหตุความเกลียดชังระหว่างชาวพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่มีมาตั้งแต่สมัยประเทศพม่าตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ จนกระทั่งถึงสัญญาปางโหล๋ง สัญญาที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกชาวพม่าหักหลัง การก่อตั้งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เหตุการณ์เกิดการก่อกำเริบ 8888 การปฏิวัติชายจีวร การเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) จนกระทั่งมาถึง ตำนานการต่อสู้ของเด็กชายชาวกะเหรี่ยงที่จำเป็นต้องหยิบปืนขึ้นมาป้องกันหมู่บ้านของตนเองจากการรุกรานของทหารพม่า  ในนามของ "กองทัพพระเจ้า (God's Army)"  ตามความเชื่อของกองทัพพระเจ้าจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เกอะเจอโด๊ะ และคำทำนายว่าจะมีผู้นำเด็กลิ้นดำกลับชาติมาเกิดเพื่อกอบกู้ชาวกะเหรี่ยง  ฝาแฝดจอห์นนี่ และลูเธอร์  ผู้นำก๊อดอาร์มี่ ไม่ได้ลิ้นดำ และใครคือเด็กลิ้นดำตัวจริง 

นอกจากนั้นยังเล่าถึงเหตุการณ์โดยละเอียดถึง การบุกยึดสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 1-2 ต.ค.2542  เหตุการณ์โศกอนาฎกรรมที่หมู่บ้านกำมะปอว์ ที่มีผู้สูงอายุ ผู้หญิง และเด็ก เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากกว่า 200 คน และชายชาวกะเหรี่ยงจำนวน 55 คนที่หายสาบสูญ ไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบันนี้ และเหตุการณ์การบุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อวันที่ 24-25 ม.ค.2543 ของกลุ่มผู้ก่อการทั้ง 10 คน ที่ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลก จนกระทั่งนำมาสู่กาลอวสานของก๊อดอาร์มี่

เขียนโดย พลตรี ดร.สุชาต จันทรวงศ์ 
ผู้เขียนหนังสือ ราชบุรีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และบันทึกความทรงจำกับงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย

จัดพิมพ์โดย : สถาบันราชบุรีศึกษา

สถานะ : อยู่ระหว่างจัดพิมพ์  



**************************

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

"ตำนานเมืองราชบุรี เรืองรุจี เกริกก้องปฐพี" ถือเป็นครั้งแรกที่นำเสนอเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2

ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ จ.ราชบุรี ได้จัดให้มีกิจกรรมการแสดงแสงสีเสียง เล่าถึงประวัติศาสตร์และตำนานเมืองราชบุรี แต่ถือเป็นครั้งแรก ที่ได้นำเสนอเรื่องราวของ "จ.ราชบุรี ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2" มาผูกเป็นเนื้อเรื่องหลักในการนำเสนอ ถือเป็นการเปิดตำนานหน้าใหม่ของ จ.ราชบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สงคราม



ความเป็นมาของการจัดงาน
ในสูจิบัตร "ย้อนรอยเล่าขาน ตำนานเมืองราชบุรี เรืองรุจี เกริกก้องปฐพี" กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานไว้ว่า   

"จ.ราชบุรี มีความจำเป็นที่จะต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีจุดเด่น และมีความแตกต่าง  เพื่อสร้างความดึงดูดใจนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อสร้างทางเลือก ให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น  การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเวลาเย็นถึงกลางคืน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชม พักค้างแรม ใน จ.ราชบุรี ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากธุรกิจบริการท่องเที่ยวอื่นๆ ตามมา เช่น ธุรกิจบริการที่พัก ธุรกิจบริการอาหาร เครื่องดื่ม และการจำหน่ายของฝากของที่ระลึก เป็นต้น

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ราชบุรี จึงได้กำหนดจัดโครงการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรมการแสดง แสงสีเสียง และสื่อประสม จ.ราชบุรี เรื่อง "ย้อนรอยเล่าขาน ตำนานเมืองราชบุรี เรืองรุจี เกริกก้องปฐพี" ซึ่งเป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ จ.ราชบุรี ตามกระแสการเก็บกู้ระเบิดในแม่น้ำแม่กลองบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์"

การจัดกิจกรรมแสงสีเสียงในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สงครามโลกของ จ.ราชบุรี นอกเหนือจากตำนานการรบระหว่างไทยกับพม่าที่เคยนำเสนอกันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังเชื่อมโยงเรื่องราวต่อไปยังทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแควที่ จ.กาญจนบุรี เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ขึ้น 


ห้วงเวลาในการจัดงาน 
วันที่ 18-20 ม.ค.2562 ณ บริเวณริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา ริมแม่น้ำแม่กลอง อ.เมือง จ.ราชบุรี ในสมัยของนายชยาวุธ จันทร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ จ.ราชบุรี  

กิจกรรมในงานที่สำคัญ
  • พิธีทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้กับ ผวจ.ราชบุรี ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะเน้นพิเศษให้กับ หลวงนิคมคณารักษ์ ซึ่งเสียชีวิตจากลูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2488 บริเวณสี่แยกสะพานดำ ระหว่างการออกไปบัญชาการบรรเทาทุกข์ และช่วยเหลือราษฎรชาวเมืองราชบุรี ที่ประสบภัยจากการทิ้งระเบิด (จัดขึ้นในวันที่ 15 ม.ค.2562 ณ จวน ผู้ว่า จ.ราชบุรี (หลังเก่า))
  • การแสดงไลท์แอนด์ซาวนด์ จินตภาพ ประกอบแสงสีเสียง และสื่อผสม อิงประวัติศาสตร์ "ย้อนรอยเล่าขาน ตำนานเมืองราชบุรี เรืองรุจี เกริกก้องปฐพี"  บริเวณเวทีกลางแม่น้ำแม่กลอง
  • งานศิลป์และนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
  • การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP 5 ดาว
  • การจำหน่ายสินค้าตามปกติของตลาดโคยกี๋

ไฮไลน์ การแสดงแสงสีเสียง สื่อผสม
ไฮไลน์ของการแสดงแสงสีเสียง และสื่อผสม ที่หลายคนหอบลูกจูงหลานตั้งใจมาชม คือ เรื่องราวของราชบุรีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นความรู้ใหม่ ที่นายชยาวุธ จันทร ผวจ.ราชบุรี ต้องการนำเสนอ แต่ว่าการแสดงกลับนำย้อนอดีตไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวเกี่ยวกับไทยรบกับพม่าเหมือนเดิม และกินเวลานานเกินไป ประกอบกับ บทที่เขียนก็ราบเรียบ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ  ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าใดนัก เวทีที่เป็นจุดโฟกัสเพื่อนำเสนอการแสดงแต่ละช่วงแต่ละตอน ก็กว้างมากเกินไป มีตั้ง 3 เวที และยังจำต้องแสดงสลับไป-มา กับบริเวณสะพานรถยนต์ธนะรัชต์อีกด้วย ยิ่งทำให้ผู้ดูรู้สึกสับสน ไม่รู้จะโฟกัสที่เวทีไหน ขาดอารมณ์ร่วมอย่างที่ผู้จัดต้องการ  

การแสดงที่ทุกคนรอคอย คือ เหตุการณ์ราชบุรีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  เกิดขึ้นในตอนกลางเรื่อง บทที่เขียนขึ้นมีความพยายามจะสร้างให้มีพระเอกและนางเอกในท้องเรื่อง คือ ความรักระหว่างครูกรรณิการ์ กับนายทหารญี่ปุ่น ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงเท็จแค่ไหน หรือ เพียงแต่งขึ้นมาให้มีเรื่องราวน่าสนใจคล้ายอังศุมาลินกับโกโบริ นายทหารญี่ปุ่นที่เป็นคนรักกับครูกรรณิการ์ ต้องทำฮาราคิรีตาย เพราะสะพานไม้ชั่วคราวที่สร้างข้ามแม่กลองแม่กลองแทนสะพานจุฬาลงกรณ์ เกิดหักส่งผลหัวรถจักรตกลงในแม่น้ำแม่กลองนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริง เรื่องนี้ หากเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาโดยขาดข้อมูลความจริงมาสนับสนุน นับเป็นเรื่องอันตรายมากต่อการรับรู้ของผู้ชม  

ฉากที่ควรให้ความสำคัญและนำเสนอให้ผู้ชมจดจำและประทับใจ  คือ ฉากการปะทะกันของทหารญี่ปุ่นและกรรมกรไทยที่วัดดอนตูม อ.บ้านโป่ง ฉากการขนย้ายเชลยศึกมาลงรถไฟที่สถานีบ้านโป่ง ฉากการเริ่มสร้างทางรถไฟสายมรณะ โดยวางรางรถไฟรางแรกที่สถานีชุมทางหนองปลาดุก ฉากพลุไฟร่มชูชีพก่อนการทิ้งระเบิด ฉากการทิ้งระเบิดในเมืองราชบุรี ฉากอวสานของสะพานจุฬาลงกรณ์ และฉากหัวรถจักรจมลงสู่ใต้แม่น้ำแม่กลอง จบอย่างประทับใจด้วยฉากการฟื้นคืนชีพของสะพานจุฬาลงกรณ์ 

ชื่นชมและขอบคุณ
อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงแสงสีเสียง และสื่อผสม ในครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้นำเรื่องราวของ จ.ราชบุรีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเปิดประเด็นให้คนราชบุรีและคนทั่วไปได้รับทราบ อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้างก็ไม่ว่ากัน และขอชื่นชมหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้ด้วยความตั้งใจ  โดยเฉพาะขอขอบคุณ นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการ จ.ราชบุรี พ่อเมืองราชบุรี ที่ได้ริเริ่มจัดงานนี้ขึ้น

ในปีต่อไป หวังว่างานแสดงแสงสีเสียง และสื่อผสม นี้ น่าจะได้รับการพัฒนาและต่อยอดให้เป็นงานด้านการท่องเที่ยวประจำปีที่สำคัญของ จ.ราชบุรีสืบต่อๆ กันไป  ดังเช่น งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ของ จ.กาญจนบุรี  ที่จัดมาโดยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ 

การเดินทาง แม้จะใกล้หรือไกลแค่ไหน ต้องเริ่มที่ก้าวแรกเสมอ
ให้กำลังใจครับ....

*************************    
จุฑาคเชน : 21 ม.ค.2562



วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พิธีไหว้ครูและครอบครูดนตรีไทย

พิธีไหว้ครูและครอบครูดนตรีไทย คณะครูรวม พรหมบุรี ประจำปี 2560 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 พ.ย.2560 ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมือง จ.ราชบุรี 












วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เบญจมราชูทิศราชบุรี 131 ปี

สมาคมศิษย์เก่า รร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ศิษย์เก่า ในโอกาสครบรอบ 131 ปี หาเงินสร้าง "ศูนย์อาคารเรียนรู้" ของโรงเรียน โดยมีการแสดงของนักเรียน และการแสดงดนตรีของวงคาราบาว ภายใต้ชื่องาน "เบญบาว" เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พ.ย.2560 ณ บริเวณสนามภายในโรงเรียน


วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การเรียนรู้ด้วยหนัง (Learning by Cinemas : LBC)

สืบเนื่องจากความเชื่อที่ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ล้วนชอบดูหนัง ผมจึงเลือกที่จะเอาหนังมาฉายให้นักเรียนดูที่โรงเรียนเสียเลย  

การเรียนรู้ด้วยหนัง เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมเคยนำมาใช้กับนักเรียนโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา เมื่อปีการศึกษา พ.ศ.2552 ในระดับ ป.4-6 และ ม.1-3 ในสมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเนื่องจากช่วงนั้นยังไม่มีกระบวนการและขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนโดยชัดเจน และครูหลายคนยังเห็นเป็นของใหม่ ซึ่งไม่เคยมีกำหนดไว้ในหลักสูตร   




เหตุที่ผมเลือกใช้คำว่า "การเรียนรู้ด้วยหนัง"  ไม่ใช่คำว่า "การเรียนรู้ด้วยภาพยนตร์" เพราะภาพยนตร์มีความหมายกว้างกว่าหนังมาก หนังในที่นี่ ผมหมายถึง หนังยอดนิยมที่ฉายอยู่ตามโรงภาพยนตร์ หรือหนังที่ออนไลน์ผ่านเครือข่ายสังคมต่างๆ หมายรวมถึงหนังที่มีขายอยู่ในรูปแบบ DVD หรือ VCD ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ  

ประเภทของหนัง
หนังอาจถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายแนว  ส่วนประกอบของหนังจะประกอบด้วย 3 อย่าง คือ ฉาก อารมณ์ และรูปแบบการถ่ายทำ  แต่หากยึดถือตามแนวอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมแล้ว อาจแบ่งประเภทได้ ดังนี้
  1. แอ็คชัน (Action) : ภาพยนต์แนวนี้จะสร้างความเร้าใจให้กับผู้ชม ผ่านการใช้ความรุนแรง มีฉากต่อสู้แบบระทึกใจ ฉากการยิง ขว้างระเบิด เผาสิ่งของเครื่องใช้ตึกรามบ้านช่องแบบวินาศสันตะโร  
  2. ผจญภัย (Adventure) : สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมผ่านทางการเสี่ยงภัยของตัวละคร เช่น การบุก เข้าป่าฝ่าดง การค้นหาสมบัติ เป็นต้น ตัวละครจะพบปัญหาและอุปสรรคมากมาย ซึ่งต้องมีการแก้ไขปัญหาให้ทันสถานการณ์ 
  3. ตลก (Comedy) : มุ่งสร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ตลก เบาสมอง ให้กับผู้ชม
  4. ดราม่า (Drama) : สร้างความตื่นตัวตื่นใจ ความเศร้าสลดใจ ผ่านการแสดงของตัวละคร ที่สร้างความรู้สึกซึ้งเศร้า เคล้าน้ำตา ทำให้นึกถึงชีวิตคนจริงๆ 
  5. แฟนตาซี (Fantasy) : เป็นภาพยนตร์นิยายเหนือจริง สร้างความสนุกสนานและตระการตาตระการใจด้วยฉากและเนื้อเรื่องที่ไม่อยู่ในความเป็นจริง  มักมีหรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ การผสมจินตนาการ และเรื่องเหนือจริง เรื่องในฝัน เพ้อเจ้อ 
  6. สงคราม (War) ที่มีการอ้างอิงเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในอดีต เน้นจุดๆหนึ่งในสงครามนั้นๆ
  7. ลึกลับ (Mystery) : ภาพยนตร์ที่มุ่งสร้างความฉงนงงงวยและความรู้สึกท้าทายในการแก้ไขปริศนา ซึ่งยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ 
  8. โรแมนติก (Romance) : ภาพยนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักฉันชู้สาว เหมาะกับคู่หนุ่มสาวและผู้ที่มีความรักทั้งหลาย
  9. สยองขวัญ (Horror) หรือ เขย่าขวัญ (Thriller)  : เป็นภาพยนต์ประเภทมุ่งสร้างความตื่นเต้นและความตึงเครียด ความกลัว ให้แก่ผู้ชม
  10. คาวบอยตะวันตก (Western) : เป็นภาพยนตร์ที่แสดงวิถีชีวิตของคนอเมริกันยุคบุกเบิกที่เข้าไปตั้งรกรากในดินแดนป่าเถื่อนแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เน้นเรื่องราวของคนที่มีอาชีพรับจ้างขี่ม้าต้อนวัว หรือเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ ที่ต้องสู้กับแก้งโจรผู้ร้าย นายทุน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ชั่วร้าย การดวลปืน พวกนอกกฎหมาย หรือบางเรื่องก็สู้กับพวกอินเดียนแดง
  11. เพลง (Musical) ภาพยนตร์เพลง มีลักษณะที่ตัวละครร้องและเต้นในเรื่องที่นำเสนอ โดยส่วนใหญ่จะเป็นประเภทหนังรัก
  12. วิทยาศาสตร์ หรือ ไซไฟ (Science fiction หรือ sci-fi) : ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาอ้างอิงวิทยาศาสตร์ หรือใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเข้าช่วยในการอธิบายลักษณะตัวละคร ฉาก พฤติกรรมของตัวละคร หรือความเป็นไปของเนื้อเรื่อง มักเป็นเรื่องราวของโลกในอนาคต หรืออวกาศ ที่มีเทคโนโลยีที่เกิดจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นองค์ประกอบ และทำให้น่าสนใจโดยผสมจินตนาการเข้าไปด้วย
  13. อาชญากรรม (Crime)  : เรื่องที่นำเสนอมักเกี่ยวกับการสืบหาฆาตกร ฆาตกรที่ก่ออาชญากรรม แก็งค์มาเฟีย หรือกลุ่มผู้ก่ออาชญากรรม การสูญเสียและการแก้แค้น เรื่องที่ตัวละครเอกเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรม หรือตำรวจสืบสวน
  14. การ์ตูน (Animation) : หมายถึง ภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งปัจจุบันกำลังมาแรง
  15. สารคดี (Documentary) : แสดงเรื่องราวเป็นสารคดี นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่แต่งขึ้นใหม่
  16. อีโรติก (Erotic) : เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุไม่ถึง 18 ปี เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศ
  17. ฟิล์มนัวร์ (Film-Noir) : เน้นการใช้ภาพเป็นตัวสื่อเนื้อหา ดูง่ายหรือยากขึ้นอยู่กับบุคคล
อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง อาจมีหลายแนวอารมณ์อยู่ในเรื่องเดียวกัน



ประโยชน์ของการดูหนัง
การดูหนังไม่ว่าจะดูอยู่ที่บ้าน  ดูที่โรงภาพยนตร์ หรือดูออนไลน์จากเครื่องมืออิเลคทรกนิกส์ต่างๆ  ล้วนให้อรรถรสที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียง ความคมชัดของภาพ และความรู้สึกที่ได้สัมผัส แต่ไม่ว่าจะดูที่ไหน การดูหนังนับว่ามีประโยชน์หลายประการ อาทิ
  1. ปลดปล่อยความเครียดของตัวเอง  เมื่อเราได้ดูหนังที่เราชอบ มันจะช่วยให้จิตใจเราจดจ่อกับการดูหนัง จนลืมเรื่องความเครียดต่างๆไปได้ในระยะหนึ่ง และในบางครั้ง หนังก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือบำบัดอาการต่างๆ ได้ด้วย  เช่น การลดความกดดันทางด้านอารมณ์ ก่อให้เกิดจินตนาการตามที่หนังฉายได้ อีกทั้งยังได้ฟังดนตรีประกอบเพราะๆ โรแมนติกหรือตื่นเต้นจากหนังไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งจะช่วยลดความสับสนและความวุ่นวายทางจิตใจลงได้
  2. ให้ความบันเทิง  ไม่ว่าจะเป็นหนังประเภทไหนต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความบันเทิงกับผู้ชมทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์หลักของการดูหนังเลยทีเดียว
  3. ช่วยทำให้เวลามีค่ามากขึ้น หรืออาจเรียกว่าใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หนังบางเรื่องอาจใช้เวลาดูเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งมันจะช่วยฆ่าเวลาของคนที่มีเวลาว่างได้เป็นอย่างดี  และหลายคนก็จัดการเวลาให้ตัวเองให้ว่างสำหรับการดูหนังเลยก็มี (เช่นตัวผมเองเป็นต้น) หากใครพอมีเวลาว่าง และไม่มีอะไรทำ ลองหาหนังมาดูหรือไปดูหนังตามโรงภาพยนตร์ก็ได้ มันจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น 
  4. ได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง หนังบางเรื่องสามารถแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้  อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นจิตใจให้ผู้ชมหลายคน หันมาลุกขึ้นสู้ชีวิตของตัวเองอีกครั้ง หรือไม่ก็อาจได้แง่คิดใหม่ๆ ดีๆหลายอย่างจากหนัง  มันสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราให้แตกต่างไปจากเดิม หรือบางทีก็อาจทำให้ชีวิตและการทำงานของเราเปลี่ยนไปก็ได้ 
  5. เยียวยาจิตใจของเราได้  หนังบางเรื่องโดยเฉพาะหนังประเภทรักโรแมนติกต่างๆ จะเยียวยาจิตใจสำหรับคนที่มีความรักหรือกำลังอกหักได้เป็นอย่างดี หลายคนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบดูหนังรักโรแมนติกแบบซ้ำไปซ้ำมา เพื่อเป็นการตอกย้ำชีวิตตัวเองที่กำลังเผชิญอยู่ 
  6. ได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น  หนังบางเรื่องสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก บางทีอาจตื่นเต้นยิ่งกว่าการออกไปเที่ยวซะอีก และนี่ก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราสัมผัสความตื่นเต้นได้อย่างน่าประทับใจ  
  7. สร้างความหัวเราะให้กับเราได้ การดูหนังแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะหนังแนวตลก จะช่วยให้เราเกิดความผ่อนคลายจากความเครียด ลืมเรื่องต่างๆ ความทุกข์ยากในอดีตได้ชั่วขณะ คนที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ดูแล้วอาจจะทำให้หัวเราะก็ได้ 
  8. เพิ่มองค์ความรู้ให้กับตัวเอง การดูหนัง ทำให้เราได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ตามที่ผู้กำกับหนังตั้งใจสร้างขึ้น เช่น หนังแนวสงครามก็ทำให้เรารับรู้ถึงกลยุทธ์การทหาร หนังแนวสืบสวนก็จะทำให้รู้ว่า เรื่องราวที่เห็นนั้นล้วนคาดเดาได้ยาก หนังแนววิทยาศาสตร์ ก็จะทำให้เรามีเหตุมีผลในการแก้ไขปัญหา เป็นต้น   
  9. ได้พูดคุยและพบปะกับเพื่อนหรือคนรู้ใจ  การได้ไปดูหนังกับเพื่อนหรือคนพิเศษของเรา นับว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  และแน่นอนมันจะทำให้เราและเพื่อนมีประสบการณ์ร่วมกัน   
  10. สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชม ฉากของหนังหรือวิถีการดำเนินชีวิตของตัวละครในหนัง สามารถสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ชมได้  เช่น วิธีการใช้ชีวิตในต่างประเทศ การกินการอยู่ การเดินทาง การนอน รวมถึงมุมมองและวิวทิวทัศน์สวยๆ จากสถานที่ถ่ายทำของหนังเรื่องนั้นๆ 

วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ด้วยหนัง
  1. ให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากเนื้อหาในหนังเรื่องนั้นๆ
  2. ให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจมีจิตสำนึกที่จะเป็นคนดี หรือทำความดีตามตัวละครในหนัง และสามารถแยกแยะได้ว่า อะไร คือสิ่งที่ไม่ดี และอะไร คือสิ่งที่ดี
  3. ให้นักเรียนเกิดจินตนาการ สร้างความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ 
  4. ให้นักเรียนมีทัศนคติ และเจตคติที่ดีต่อสังคม
  5. ให้นักเรียนมีความรู้รอบตัวเพิ่มมากขึ้น มองเห็นโลกได้ทั้งใบ จากฉาก ตัวละคร วิถีชีวิต และสถานที่ถ่ายทำหนัง และความหลากหลายในแง่มุมต่างๆ ตามประเภทของหนัง
  6. นักเรียนได้รับความบันเทิง สนุกสนาน ผ่อนคลาย และลดความเครยีดจากการเรียนวิชาอื่นๆ 

คุณลักษณะของการเรียนรู้ด้วยหนัง
การเรียนรู้ด้วยหนัง มีคุณลักษณะที่สำคัญหลายประการ
  1. หนังสามารถช่วยเชื่อมการเห็นภาพลักษณะเคลื่อนไหวกับเสียงบรรยายประกอบ ผู้เรียนสามารถรับรู้ด้วยการใช้ประสาทถึง 2 อย่าง คือ การมองเห็นและการได้ยิน ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
  2. หนังช่วยขจัดอุปสรรคในด้านความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนที่อาจมีไม่เท่ากัน      
  3. หนังช่วยสร้างภาพจริงในอดีตได้ เช่น  หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วม ตื่นเต้น น่าติดตาม ไม่น่าเบื่อ  ส่งผลให้มีการจดจำได้แบบฝังลึก
  4. หนังช่วยสร้างประสบการณ์ “ร่วม” ที่แตกต่างกันของนักเรียนในกลุ่ม ก่อให้เกิดทัศนคติและเจตคติ ไปในทางเดียวกัน   
  5. หนังเอาชนะอุปสรรคทางกายภาพในการเรียนได้หลายด้าน  สามารถเรียนรู้โลกภายนอกได้กว้างขวาง ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนว่าจะเลือกหนังเรื่องใดมาให้นักเรียนดู   
วิธีการเรียนรู้ด้วยหนัง
เราสามารถใช้หนัง จัดการเรียนการสอนได้หลายวิธี  คือ
1. ใช้เสนอเนื้อหาของบทเรียนโดยตรง ทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ตรงเป้ามหาย
2. ใช้เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน ให้มีความตั้งใจในการเรียน
3. ใช้เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะที่ต้องการ
4. ใช้เพื่อเปลี่ยนความคิดรวบยอด และทัศนคติเป็นไปในทางที่พึงปรารถนา
5. ใช้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมเรียน หรือเพื่อการแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล
6. ใช้ในการศึกษาเป็นรายบุคคล
7. ใช้เพื่อเป็นข้อสารนเทศ ในการประกอบกิจกรรมต่อเนื่องอื่นๆ
8. ใช้เพื่อทบทวน สรุป บทเรียน หรือหน่วยการเรียนรู้ที่ต้องการ
9. ใช้เป็นเครื่องมือทดสอบ หรือประเมินผลความรู้ความสามารถ ทักษะและเจตคติของผู้เรียน ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่กำหนดไว้



ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยหนัง
ในการจัดการเรียนรู้ด้วยหนัง  ขอแนะนำขั้นตอนสำคัญที่ควรปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้  ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเรียนยิ่งขึ้น ดังนี้

ขั้นที่ 1 การเลือกหนัง 
ขั้นนี้นับเป็นขั้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ควรดำเนินการคือ 
  • พิจารณาถึงความเหมาะสมของหนังที่จะนำมาประยุกต์ใช้  ครูควรเลือกหนังที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการ  ความเหมาะสมและความสามารถในการรับรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น
  • ครูจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับความเหมาะสมของเนื้อหา   ความคิดรวบยอดที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ หรือออกนอกกรอบ การตัดสินใจเลือกหนัง ครูจะต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบในการตัดสินใจด้วย เช่น บทวิจารณ์หนังจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น
  • ครูควรดูหนังเรื่องนั้นๆ ก่อน เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการพิจารณาเลือกหนัง  และระหว่างที่ดู ครูควรจดบันทึกเนื้อหาความคิดรวบยอดที่สำคัญในขณะดู ซึ่งจะทำให้มีประโยชน์ต่อการวางแผนการจัดการเรียนการสอนจริงต่อไป  
ขั้นที่ 2  การเตรียมการ 
  • จัดสภาพห้องเรียนให้เหมาะสมกับการดูหนัง  เช่น จอ เครื่องฉาย ระบบเสียง ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน รวมทั้งอุปกรณ์หรือสื่อการสอนประกอบอื่นๆ ที่จำเป็น
  • เวลาที่ใช้ในการดูหนัง หนังแต่ละเรื่องจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง และบางเรื่องอาจมีหลายตอนหลายภาค ดังนั้นการวางแผนเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพื่อไม่ให้กระทบกับวิชาอื่นๆ 
ขั้นตอนที่ 3 การนำเข้าสู่บทเรียนสร้างความพร้อมในการดูหนัง 
  • ครูจะต้องสร้างความเชื่อมโยงประสบการณ์เก่าเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระประสบการณ์ใหม่ที่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากหนัง 
  • ครูควรจะอธิบายและระบุให้เห็นว่า วัตถุประสงค์ เหตุการณ์ หรือแนวความคิดต่างๆ ที่ผู้เรียนจะได้รับชมจากหนัง หรืออาจเล่าเรื่องย่อของหนังเท่าที่จำเป็น 
  • ครูควรแจ้งให้ทราบ ถึงกิจกรรมที่จะต้องมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน
    • อธิบายเนื้อหาความคิดรวบยอดได้เมื่อเรียนเสร็จแล้ว 
    • เขียนคำถามสำคัญที่จะหาคำตอบได้จากภาพยนตร์ 
    • เขียนข้อข้องใจหรือประเด็นสำคัญของเรื่องเพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบความหมายและการนำไปใช้ 
    • การทำกิจกรรมระหว่างดูหนัง (หากมี)
ขั้นที่ 4  การดูหนัง   ในการดูหนังพยายามให้นักเรียนทุกคนดูอย่างมีสมาธิ สิ่งที่ไม่ควรกระทำขณะดูหนัง คือ
  1. งดการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้รบกวนนักเรียนคนอื่นๆ 
  2. งดการพูดคุยกัน หรือส่งเสียงกระซิบกระซาบวิจารณ์หนัง ในระหว่างการดู  
  3. ไม่ควรเคลื่อนไหวมากจนทำให้คนอื่นเสียสมาธิในการดูหนัง
  4. ไม่ควรรับประทานอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่่ม  ระหว่างการดูหนัง เพราะเสียงเคี้ยวและกลิ่นของอาหาร จะรบกวนสมาธิของคนอื่น 
  5. หากนักเรียนคนใดรู้ตัวว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ควรนั่งอยู่ริมๆ เพื่อไม่ให้รบกวนนักเรียนคนอื่น 
ขั้นที่ 5  บทสรุปหลังดูหนัง 
  • เมื่อฉายหนังจบแล้ว ควรมีการอภิปรายสรุปตามประเด็นคำถามที่ตั้งไว้ตอนต้น ในระหว่างอภิปรายนี้ครูจะต้องแก้ไขความคิดรวบยอดที่ผิด อาจมีการฉายหนังซ้ำเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจจุดใดจุดหนึ่งได้กระจ่าง
  • จัดให้มีการอภิปรายกลุ่มย่อย หลังจากดูหนังแล้ว ในหัวข้อที่กำหนด
  • ใช้หนังเป็นตัวแบบให้นักเรียนเลียนแบบและฝึกทักษะนั้นๆ
  • อาจมีการจัดทัศนศึกษานอกสถานที่ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมต่อยอดจากหนังให้กว้างขวางขึ้น
  • ใช้แบบทดสอบจะเป็นแบบปากเปล่าหรือเขียนตอบเพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจ ที่นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้จากหนัง 


    การเรียนรู้ด้วยหนัง เป็นการจัดการเรียนการสอนอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไม่ค่อยมีใครนำมาใช้ในโรงเรียน อาจเพราะเห็นว่ามันไม่เป็นวิชาการ การดูหนังถูกมองว่าเป็นเรื่องของความบันเทิงเสียมากกว่า ในส่วนตัวแล้วผมว่า "ความคิดเช่นนั้นไม่ถูกต้องนัก"  



    หนังหลายเรื่องที่ดีมาก ลงทุนสร้างเป็นพันล้าน มันไม่ใช่มีความมุ่งหมายแค่เพียงความบันเทิง แต่มันให้แง่มุมต่างๆ มากมายหลังจากการดู ทำไม? เราถึงจะจัดให้เด็กนักเรียนดูไม่ได้  หนังลิขสิทธิ์ที่ขายอยู่ตอนนี้ ก็มีผลิตออกมามากมายให้เลือกซื้อ ราคาก็ถูก มันเป็นสื่อการสอนชนิดหนึ่งซึ่งไม่แพงเลย แต่มันคุ้มค่ากับนักเรียนของเรา 

    หากตารางสอนทางวิชาการเต็มจริงๆ ครูอาจจะบรรจุในโครงการ "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ก็ได้"   

    ลองทำดูนะครับ "การเรียนรู้ด้วยหนัง" 
    Learning by Cinemas : LBC   

    ******************
    พันเอก ดร.สุชาต จันทรวงศ์
    4 เม.ย.2560

    วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

    เปิดใจฟัง : โรงเรียนคือฆาตกร

    เช้าวันนี้ (29 ก.ย.2559) ผมเปิดดูเฟสบุ๊คของผมตามปกติ ได้พบกับคลิบวิดีโอเรื่องการศึกษาที่น่าสนใจมาก ซึ่งสร้างขึ้นโดย "Prince EA" นักความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก คลิบวิดีโอนี้เป็นสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการฟ้องร้องระบบโรงเรียนที่เกิดขึ้นในศาล โดยมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการศึกษาเป็นจำเลย มีชื่อเรื่องว่า "THE PEOPLE VS. THE SCHOOL SYSTEM"

    อ่านต่อ

    วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

    นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559


    พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษเรื่อง "นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ" ในการอบรมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ ประจำปี 2559 เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า โดยได้กล่าวถึงเรื่องที่กำลังดำเนินการในเวลานี้ และเรื่องที่จะดำเนินการต่อไปตามนโยบายและเป้าหมาย Roadmap แผนงานที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ มี 11 เรื่อง ได้แก่ 
    1. ภายใน 1 ปี : ให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาและคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน (รายละเอียด)
    2. ภายใน 5 ปี : ส่งเสริมให้ครูใช้ศักยภาพในการสอนอย่างเต็มที่ (รายละเอียด)
    3. ภายใน 1 ปี : จะทำครูให้ครบตามเกณฑ์ ภายใน 2 ปี : จะทำครูให้มีครูประจำชั้นครบทุกห้อง ภายใน 5-10 ปี : จะทำให้ครูตรงสาขา (รายละเอียด)
    4. ภายใน 2 ปี : จะทำให้เด็กเรียนท่องจำ ในสิ่งที่ควรจำ และนำสิ่งที่จำไปฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ครบทุกโรงเรียน (รายละเอียด)
    5. ภายใน 5 ปี : จะทำให้มีการเรียนการสอน STEM ศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics) ครบทุกโรงเรียน (รายละเอียด)
    6. ภายใน 3 ปี : ยกระดับภาษาอังกฤษให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ (รายละเอียด)
    7. ภายในปี 2560 : ปรับระบบการสอบ O-NET ให้เป็นที่ยอมรับ และสะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา (รายละเอียด)
    8. ภายใน 10 ปี : จะผลิตกำลังคน ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ (รายละเอียด)
    9. ผลิตคนดีออกสู่สังคม (รายละเอียด)
    10. ภายในปี 2560 : ซ่อมบ้านพักครูให้แล้วเสร็จทั้งหมด (รายละเอียด)
    11. การแก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ (รายละเอียด)
    นโยบายทั้ง 11 เรื่องนี้ ได้มีการบรรยายในรายละเอียดของแต่ละเรื่องว่าที่ผ่านมาปัญหาคืออะไร และจะมีแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในแต่ละเรื่องจะได้ขยายให้เห็นเป็นเรื่องๆ ไป ตามแต่ท่านผู้อ่านสนใจ โดยสามารถคลิกดูในรายละเอียด ในท้ายของแต่ละเรื่องนั้นๆ ได้ตามต้องการ    




    *******************************

    ที่มา :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html  [2559.กรกฎาคม 12].

    การแก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ

    กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญต่อประเด็นการแก้ปัญหาการทุจริต คือ การป้องกันและมาตรการดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตจากการวิ่งเต้นโยกย้าย การใช้ดุลยพินิจการลงโทษ และการตั้งคณะกรรมการสอบสวน





    ขณะนี้มีเรื่องและคดีต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก บางเรื่องใช้เวลานาน 6 ปี ผลการสอบสวนก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก รวมทั้งกรณีการแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการอุทธรณ์ หากเป็นคนเดียวกัน จะทำให้เกิดการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษยืดเยื้อ และใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานมาก โดยเฉพาะหลักฐานการอุทธรณ์ ซึ่งต่อไปผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย และการดำเนินการทางวินัยจะต้องไม่เป็นการเกี้ยเซี้ยหรือช่วยเหลือกัน ทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลาง

    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :

    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    ภายในปี 2560 : ซ่อมบ้านพักครูให้แล้วเสร็จทั้งหมด

    กระทรวงศึกษาธิการได้สำรวจบ้านพักครูทั้งหมด พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 44,359 หลัง ในจำนวนนี้อยู่ในสภาพที่ดีไม่ต้องซ่อมจำนวน 27,422 หลัง มีสภาพที่จำเป็นต้องซ่อมแซม จำนวน 12,928 หลัง นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งทำการซ่อมแซมบ้านพักครูให้แล้วเสร็จทั้งหมดตาม Roadmap ของรัฐบาล ภายในปี 2560



    ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดเตรียมงบประมาณสนับสนุนไว้แล้วในปีงบประมาณนี้ โดย สพฐ.ได้ตั้งงบประมาณซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นในปี 2560 ไว้แล้ว จำนวน 1,395 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 695 ล้านบาท จะเสนอขอแปรญัตติการใช้จ่ายงบประมาณต่อไป


    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    ผลิตคนดีออกสู่สังคม

    กระทรวงศึกษาธิการได้มีแนวทางนโยบายที่จะผลิตผู้เรียนที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดีออกสู่สังคม จึงได้กำหนดนโยบายและโครงการต่างๆ เช่น โรงเรียนคุณธรรม, การฟื้นฟูกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารีในสถานศึกษา, โครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (ด้าน Heart), โครงการธนาคารขยะ, กิจกรรมการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของสถานศึกษาทุกสังกัด, โครงการโตไปไม่โกง เป็นต้น




    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :

    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    ภายใน 10 ปี : จะผลิตกำลังคน ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ

    ภายใน 10 ปี : จะผลิตกำลังคน ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ

    จากข้อมูลของ World Economic Forum ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (ด้านการศึกษา) พ.ศ. 2558-2559 (ข้อมูลเปรียบเทียบจาก 140 ประเทศ) พบว่าด้านการศึกษาในหมวดพื้นฐานเปรียบเทียบ 3 ปี (จาก 61 ประเทศ) ของไทย พบว่าตัวชี้วัดที่มีเกณฑ์ต่ำ ประกอบด้วย
    • ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ
    • การสอนวิชาวิทยาศาสตร์
    • การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัย
    • การบริการการศึกษาไม่ตอบสนองความจำเป็นของธุรกิจ

    นอกจากนี้ มีผลการสำรวจเกี่ยวกับจำนวนบัณฑิตที่ตกงานในปีนี้ จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 109,202 ราย พบว่ามีบัณฑิตที่ยังไม่ได้ทำงานและไม่ได้ศึกษาต่อ จำนวน 2,595 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 23.7 จึงถือเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการที่จะวางแผนผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการผลิตบัณฑิตจนล้นตลาด และจบออกมาตกงานจำนวนมาก


    ทั้งนี้ ได้วางแผนดำเนินการโดยได้จัดทำฐานข้อมูล Demand/Supply Side ให้มีความทันสมัยภายใน 1 ปี โดยมอบให้คณะทำงานโครงการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ เป็นผู้จัดทำโปรแกรม พร้อมประสานให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้สำรวจความต้องการแรงงานจากสถานประกอบการและผู้จ้างงานต่างๆ ในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด จากนั้นจะให้สถานศึกษาเปิดหลักสูตรที่เป็นไปตาม Demand Side (Re-Profile มหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา) ภายใน 10 ปี โดยกำหนดให้งานงบประมาณเป็นตัวขับเคลื่อนในการกำหนดทิศทางดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินงานขยายโครงการทวิภาคี ทวิศึกษา โครงการสหกิจศึกษา หลักสูตรอาชีพระยะสั้น ในโรงเรียนสามัญและ กศน. เพื่อสนับสนุนการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของประเทศ ทำให้มีจำนวนผู้เรียนในโครงการต่างๆ ดังกล่าว เพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว






    นอกจากนั้น ได้ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนตามขีดความสามารถและความสนใจ โดยจัดการแนะแนวผู้ปกครองและนักเรียนได้ตัดสินใจเข้าเรียนด้านอาชีพในโรงเรียน สพฐ. ส่วนภาคประชารัฐโดย กรอ.อศ. และโครงการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (E2) ก็ได้มีส่วนสนับสนุนแนวทางการผลิตกำลังคนด้านต่างๆ ไปพร้อมกันด้วย



    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    ภายในปี 2560 : ปรับระบบการสอบ O-NET ให้เป็นที่ยอมรับ

    ภายในปี 2560 : ปรับระบบการสอบ O-NET ให้เป็นที่ยอมรับ และสะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา

    จากผลการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2558 ในระดับชั้น ป.6 รายวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เมื่อได้จำแนกตามตามสังกัด พบว่ากลุ่มโรงเรียนสาธิต สกอ. มีผลการสอบทุกรายวิชาสูงกว่าทุกสังกัด ในขณะที่ผลการทดสอบของโรงเรียนเอกชน จะได้คะแนนสูงกว่า สพฐ. ทุกรายวิชาเช่นกัน



    จากข้อมูลดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้นำมากำหนดเป็นนโยบายที่ต้องการปรับระบบการสอบ O-NET โดยมีแนวทางที่สำคัญคือ เน้นการออกข้อสอบ O-NET ให้สอดคล้องกับการเรียนการสอน, ให้มีการจัดทำ Item Card, การจัดทำ Test Blue Print, ให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดเลือกคนออกข้อสอบและผู้ตรวจข้อสอบ, ให้มีการเฉลยข้อสอบและวิเคราะห์ผลสอบ O-NET เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอน

    แนวทางข้างต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบการสอบ O-NET เป็นที่ยอมรับ และสะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนสนใจการเรียนในห้องเรียน ไม่มุ่งเน้นไปที่การกวดวิชา เพราะข้อสอบที่ออกจะสอดคล้องกับเนื้อหาการเรียนการสอนในชั้นเรียน ที่สำคัญอีกประการคือ ผลการทดสอบ สามารถนำไปใช้วางแผนการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนรายวิชาต่างๆ ให้สูงขึ้นต่อไป


    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    ภายใน 3 ปี : ยกระดับภาษาอังกฤษให้นักเรียนฯ ใช้เพื่อการสื่อสารได้

    ภายใน 3 ปี : ยกระดับภาษาอังกฤษให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้

    เมื่อพิจารณาถึงผลการจัดอันดับความรู้ภาษาอังกฤษจาก 10 ประเทศอาเซียน พบว่าร้อยละของประเทศในอาเซียนที่ประชาชนพูดภาษาอังกฤษได้ ลำดับที่ 1 คือ สิงคโปร์ 71% รองลงมา 4 อันดับแรกคือ ฟิลิปปินส์ 55.49% บรูไน ดารุสซาลาม 37.73% มาเลเซีย 27.24% และไทย 10% (6.54 ล้านคน)


    ในส่วนของประเทศไทย ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับภาษาอังกฤษให้ประชาชนและผู้เรียนทุกระดับสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เริ่มต้นนโยบาย ด้วยการสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษา จากนั้นมีการจัดทำแอพพลิเคชั่น Echo Hybrid, Echo English รวมทั้งการพัฒนาครูภาษาอังกฤษผ่านกระบวนการ Boot Camp และการปรับชั่วโมงเรียนและเน้นการเรียนการสอนเพื่อการนำไปใช้ในชีวิตประจาวัน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้


    ด้านการพัฒนาครู ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จนั้น ได้มีการพัฒนาครูแกนนำด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ให้มีจำนวนที่เพียงพอ โดยเริ่มต้นพัฒนาครูแกนนำที่มีทักษะ B2 ขึ้นไปจำนวน 350 คน ใช้เวลาอบรมพัฒนาแบบเข้ม 5 สัปดาห์กับครูต่างชาติ จากนั้นจะมีการขยายผลการพัฒนาไปยังครูใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศในปี 2560 อันจะส่งผลถึงการพัฒนาไปยังนักเรียนในโรงเรียนที่ครูแกนนำปฏิบัติการสอนจำนวนประมาณ 35,000 คนอีกด้วย


    ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดทำสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี เพื่อสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ คือ Echo English และ Echo Hybrid ที่มีการนำร่องไปใช้ในปีแรก 6 โรงเรียน และเป้าหมายพัฒนาไปยังโรงเรียนกว่า 10,000 แห่งในปีนี้

    สำหรับการพัฒนาในโรงเรียน English Program/Mini English Program (EP/MEP) ปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ EP จำนวน 134 แห่ง และโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ MEP จำนวน 214 แห่ง ก็จะได้รับการส่งเสริมการยกระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในสถานศึกษา โดยมีหลากหลายแนวทาง คือ เปิดทางเลือกการสอนภาษาอังกฤษในวิชาที่ใช้สื่อสาร กิจกรรม สังคม และสามารถสอนวิชาหลัก (วิทย์-คณิต) เป็นภาษาไทยได้ รวมทั้งการเทียบวุฒิ As Level เท่ากับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเทียบคะแนน IGCSE วิชาหลักกับผลการสอบ O-NET โดยไม่ต้องสอบซ้ำอีกด้วย


    *********************************
    กลับหน้า : นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษา : 9 ก.ค.2559

    ที่มาข้อมูล :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (2559). รมว.ศธ.บรรยาย นโยบายสำคัญของ ศธ. ในการอบรมสัมมนาผู้บริหาร รร.ไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 287/2559. กระทรวงศึกษาธิการ [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/287.html [2559.กรกฎาคม 12].

    บทความที่ได้รับความนิยม